สงครามยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันที่ฝ่ายใดสามารถ มองเห็นสถานการณ์ได้ก่อน ตัดสินใจได้เร็วกว่า ประสานกำลังข้ามทุกมิติได้ดีกว่า และยังคงปฏิบัติการได้แม้เครือข่ายถูกโจมตี ด้วยเหตุนี้ ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมเพื่อการป้องกันประเทศ หรือ Defence SATCOM จึงไม่ได้เป็นเพียงระบบสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานหลักของการสงคราม” อย่างแท้จริง กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ระบุชัดว่าระบบ SATCOM คือขีดความสามารถการสื่อสารแบบนอกเหนือการมองเห็น (beyond-line-of-sight) ที่มีความสำคัญต่อการบังคับบัญชาและควบคุม (Command and Control) การขนส่งข้อมูล และการเชื่อมโยงกองกำลังร่วมในระดับโลก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความพร้อมรบและประสิทธิผลของภารกิจสมัยใหม่ของทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตร [1]
ประเด็นสำคัญคือ Defence SATCOM ไม่ใช่ระบบเดี่ยวแบบเบ็ดเสร็จ หรือ one-size-fits-all แต่เป็น “สถาปัตยกรรมหลายชั้น (Multi-layer Architecture)” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจที่หลากหลาย โดยกองบัญชาการระบบอวกาศ (Space Systems Command) ของสหรัฐฯ ได้แบ่งรูปแบบด้านการสื่อสารทางทหารออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ การสื่อสารดาวเทียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic SATCOM), การสื่อสารผ่านดาวเทียมทางยุทธวิธีแบบปกป้อง (Protected Tactical SATCOM), การสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบ Wideband และ Narrowband พร้อมยกตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น Evolved Strategic SATCOM (ESS), Wideband Global SATCOM (WGS) และ Mobile User Objective System (MUOS) โครงสร้างลักษณะนี้สะท้อนความจริงเชิงปฏิบัติการว่า ผู้นำทางยุทธศาสตร์ หน่วยรบเคลื่อนที่ เรือรบ อากาศยาน และกำลังรบที่กระจายตัวในพื้นที่ห่างไกล ล้วนมีความต้องการด้านการสื่อสารที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ประเทศใดที่ยังมองระบบสื่อสารทางทหารเป็นเพียงท่อข้อมูลเส้นเดียว ก็กำลังสร้างขีดความสามารถบนฐานคิดที่ล้าสมัย [2]

ที่มา :
Commercial Integration Strategy Final 25 Mar 2025.pdf
ในเชิงปฏิบัติการ จุดแข็งของ Defence SATCOM คือการ “บีบอัดระยะทาง” และทำให้การบัญชาการควบคุมเกิดขึ้นได้แม้อยู่ห่างไกลกันหลายพันกิโลเมตร ระบบนี้ช่วยให้ผู้บังคับบัญชาส่งข้อมูลข้ามมหาสมุทร พื้นที่ทะเลทราย ภูเขา หรือเขตปฏิเสธการเข้าถึงโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินที่เปราะบาง องค์กรพัฒนาอวกาศ (Space Development Agency) สหรัฐ อธิบายว่าโครงสร้างการขนส่ง (Transport Layer) ในสถาปัตยกรรมกำลังรบอวกาศแบบกระจาย (Proliferated Warfighter Space Architecture) ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิด การสื่อสารหลายย่านความถี่ในระดับโลก การเชื่อมต่อเข้ารหัสอย่างต่อเนื่อง การขนส่งข้อมูลหน่วงต่ำ (Low Latency) และการเชื่อมโยงแบบ sensor-to-shooter เพื่อสนับสนุนแนวคิดการบังคับบัญชาและควบคุมทุกมิติร่วม (Joint All-Domain Command and Control, JADC2) นี่ไม่ใช่เพียงศัพท์เทคนิคของระบบเครือข่าย แต่คือแกนหลักของจังหวะการรบ (Battle Rhythm) สมัยใหม่ ตั้งแต่การส่งข้อมูลจากเซนเซอร์ไปยังผู้บังคับบัญชา จากผู้บังคับบัญชาไปยังหน่วยยิง และจากนั้นย้อนกลับไปยังหน่วยปฏิบัติการที่กระจายตัวอยู่ในสนามรบ [3]
ด้วยเหตุนี้เอง SATCOM จึงกลายเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของฝ่ายตรงข้าม หากศัตรูสามารถรบกวนหรือทำลายระบบสื่อสารได้ ก็อาจลดทอนประสิทธิภาพการตัดสินใจ ทำให้หน่วยรบขาดการประสานงาน และทำลายความเป็นเอกภาพของการปฏิบัติการได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำลายทุกแพลตฟอร์มในสนามรบ สำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ (Department of Intelligence Agency, DIA) ประเมินว่า ภัยคุกคามในมิติอวกาศมีตั้งแต่การรบกวนชั่วคราวไปจนถึงการทำลายดาวเทียมอย่างถาวร อีกทั้งยังชี้ว่า การโจมตีทางกายภาพหรือไซเบอร์ต่อสถานีภาคพื้นดินและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนปฏิบัติการอวกาศ สามารถคุกคามบริการจากดาวเทียมได้โดยตรง รวมถึงการ ก่อกวนดาวเทียมสื่อสารที่ใช้ในการบังคับบัญชาและควบคุมกำลังทางเรือ ทางบก และทางอากาศ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา หากโครงสร้างสื่อสารของกองทัพเปราะบาง กำลังรบนั้นก็เปราะบางเช่นกัน [4]

สภาพแวดล้อมภัยคุกคามเช่นนี้ ทำให้แนวคิดเรื่องการสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบปกป้อง (Protected SATCOM) กลายเป็นศูนย์กลางของการวางแผนการสื่อสารทางทหารในอนาคต ในเดือนกรกฎาคม 2025 Space Systems Command ระบุชัดว่า Protected Tactical SATCOM เป็น ขีดความสามารถที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการสื่อสารที่ได้รับการป้องกันในทุกสภาพอากาศ ทั้งในสภาวะแวดล้อมที่มีการคุกคามและไม่มีการคุกคาม พร้อมย้ำว่าระบบรุ่นใหม่ถูกเร่งพัฒนาเพื่อส่งมอบ ขีดความสามารถการสื่อสารแบบ wideband ที่ทนทานต่อการก่อกวน (anti-jam) ให้แก่กำลังรบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับเทคโนโลยีรูปคลื่นทางยุทธวิธีแบบปกป้อง (Protected Tactical Waveform) ให้มีความสามารถต้านทานการรบกวนสูงขึ้น นี่คือทิศทางที่ถูกต้อง เพราะในสมรภูมิที่ถูกแข่งขันในด้านการสื่อสารอย่างหนัก ระบบสื่อสารที่ใช้งานได้เฉพาะในภาวะปกติไม่อาจถือเป็นระบบสื่อสารทางทหารที่แท้จริงได้ [5]
อีกการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Defence SATCOM ไม่ได้ถูกวางให้เป็นระบบของรัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนไปสู่สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างรัฐ พันธมิตร และภาคพาณิชย์ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในเอกสาร Commercial Space Integration Strategy 2024 จัดให้ SATCOM อยู่ในกลุ่มภารกิจแบบ Hybrid ซึ่งหมายความว่า บางส่วนต้องคงไว้ในความรับผิดชอบของภาครัฐ แต่บางส่วนสามารถใช้ขีดความสามารถจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมได้ ขณะที่กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม ความเร็วในการขนส่งข้อมูล ความจุ ความคล่องตัว ความยืดหยุ่น ความเชื่อถือได้ และความทนทานของเครือข่าย ผ่านการผนวกเครือข่ายเชิงพาณิชย์จำนวนมากเข้ากับสถาปัตยกรรมทางทหาร ฝั่งสำนักงานตรวจสอบบัญชีรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (US Government Accountability Office, GAO) ก็ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด SATCOM enterprise เพื่อเพิ่มทั้งความทนทานและการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ [1][6][7]
แนวคิดแบบผสมผสานนี้ยังขยายไปถึงระดับพันธมิตรด้วย NATO ระบุว่าในปี 2019 พันธมิตรได้อนุมัติงบประมาณ 1 พันล้านยูโร สำหรับบริการ SATCOM ในช่วงเวลา 15 ปีข้างหน้า และยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวช่วยให้ NATO มีขีดความสามารถทางอวกาศที่ ยืดหยุ่นกว่า ทนทานกว่า และพร้อมใช้งานมากกว่าเดิม นอกจากนี้ NATO ยังระบุอีกว่าโครงการ NSS6G ทำให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถ 15% ในย่าน SHF และ 25% ในย่าน UHF พร้อมทั้งเพิ่ม EHF เข้ามาเป็นขีดความสามารถใหม่ของพันธมิตร นี่สะท้อนชัดว่าองค์กรความมั่นคงระดับพันธมิตรไม่ได้มอง SATCOM เป็นเพียงระบบสนับสนุนอีกต่อไป แต่กำลังมองมันเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับการฝึก การเฝ้าระวัง การปฏิบัติการร่วม และการคงความพร้อมรบในหลายพื้นที่ปฏิบัติการพร้อมกัน [8]
ในระยะต่อไป การแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีดาวเทียมมากกว่า” เท่านั้น แต่อยู่ที่ “ใครมีเครือข่ายที่ฉลาดกว่า เร็วกว่า และอยู่รอดได้ดีกว่า” โดยเฉพาะในส่วนของการสื่อสารแบบ optical และสถาปัตยกรรมดาวเทียมแบบกระจายตัว ซึ่ง สำนักงานตรวจสอบบัญชีรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้รายงานในปี 2025 ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านเลเซอร์อวกาศ (space-based laser communications) ผ่านกรอบโครงสร้างของ องค์การพัฒนาอวกาศสหรัฐ (Space Development Agency, SDA) คาดว่าจะใช้งบประมาณเกือบ 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงปีงบประมาณ 2029 อย่างไรก็ตาม GAO ก็เตือนเช่นกันว่า SDA ยังไม่สามารถสาธิตเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านเลเซอร์อวกาศในอวกาศได้อย่างสมบูรณ์ และจนถึงปลายปี 2024 ขีดความสามารถของชุดดาวเทียมระยะแรกยังบรรลุเป้าหมายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์จึงมีความชัดเจนว่าเทคโนโลยีสื่อสารด้วยเลเซอร์มีศักยภาพสูงสำหรับการทหาร เพราะอาจทำให้การส่งข้อมูลเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และยืดหยุ่นขึ้น แต่ในเชิงการจัดหาและการใช้งานจริง มันยังไม่ใช่เรื่องที่ “วาดภาพสวยแล้วจะเกิดขึ้นเอง” [9]



ที่มา : https://www.gao.gov/assets/gao-25-107034.pdf
บทสรุปคือ Defence SATCOM ไม่ควรถูกมองเป็นโครงการวิศวกรรมเฉพาะทางที่ปล่อยให้หน่วยสื่อสารหรือหน่วยจัดหาเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว แต่มันคือ ระบบการรบ (combat system) คือ เครื่องมือค้ำจุนอำนาจการยับยั้ง (deterrence enabler) และคือ ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ เอกสารทางการของสหรัฐฯ NATO และหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามยุคใหม่พึ่งพาการสื่อสารแบบนอกเหนือการมองเห็น (beyond-line-of-sight) อย่างลึกซึ้ง ภัยคุกคามกำลังผลักให้กองทัพต้องหันไปสู่ระบบปกป้องสัญญาณ (protected) และต่อต้านการรบกวน (anti-jam) มากขึ้น และสถาปัตยกรรมที่น่าเชื่อถือในอนาคตจะต้องเป็นระบบที่ หลายชั้น ผสมผสาน ทำงานร่วมกันได้ และอยู่รอดได้ภายใต้การโจมตี ประเทศใดที่ลงทุนในสถาปัตยกรรมเช่นนี้อย่างจริงจัง จะยังคงรักษาความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชาไว้ได้ในยามวิกฤต ส่วนประเทศที่ละเลยเรื่องนี้ กำลังเสี่ยงจะค้นพบความจริงที่โหดร้ายเกินไปว่า “กองกำลังที่ขาดการเชื่อมต่อ คือกองกำลังที่สูญเสียความริเริ่มอย่างรวดเร็ว” [1][6][8]
References:
[1] U.S. Space Force, Commercial Space Strategy
[2] Space Systems Command, Military Communications & Positioning, Navigation and Timing
[3] Space Development Agency, Tranche 2 Transport Layer announcement
[4] Defense Intelligence Agency, Challenges to Security in Space (2022)
[5] Space Systems Command, SSC Accelerating Protected Tactical Satcom Capability
[6] U.S. Department of Defense, 2024 DoD Commercial Space Integration Strategy
[7] U.S. Government Accountability Office, DoD Satellite Communications: Reporting on Progress Needed to Provide Insight on New Approach (GAO-25-107034)
[8] NATO, Satellite communications
[9] U.S. Government Accountability Office, Laser Communications: Space Development Agency Should Create Links Between Development Phases (GAO-25-106838)
วิเคราะห์และเรียบเรียง
ร.อ.กันต์ จุลทะกาญจน์