การรื้อฟื้นโครงการประมูลเสาอากาศภาคพื้นดินเพื่อควบคุมดาวเทียมของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ

กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ประกาศเริ่มโครงการ SCAR อีกครั้ง มุ่งเป้าจัดหาเสาอากาศควบคุมดาวเทียมแบบพาณิชย์ หลังยกเลิกสัญญายักษ์มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์

วอชิงตัน — กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) กำลังเริ่มต้นการแข่งขันรอบใหม่สำหรับการจัดหาเสาอากาศควบคุมดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ (Mobile Satellite-control Antennas) ซึ่งถือเป็นการรีสตาร์ทโครงการที่เคยถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้ หลังจากมีการล้มเลิกสัญญามูลค่ากว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์กับบริษัท AeroVironment เพื่อเปลี่ยนทิศทางไปสู่กลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นภาคพาณิชย์มากขึ้น

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และจุดประสงค์ของโครงการ

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2026 สำนักงานขีดความสามารถที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Rapid Capabilities Office - RCO) ของกองทัพอวกาศ ได้ออกประกาศก่อนการเสนอราคา (Pre-solicitation) ภายใต้โครงการ Satellite Communication Augmentation Resource หรือ SCAR เพื่อแสวงหาข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมสำหรับเสาอากาศแบบ Phased-array ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาเสริมศักยภาพให้กับเครือข่ายควบคุมดาวเทียม (Satellite Control Network - SCN) ของกองทัพที่เริ่มมีอายุการใช้งานมากแล้ว

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นขั้นตอนล่าสุดในการรีเซ็ตโครงการที่เดิมทีเคยทำสัญญาไว้กับบริษัท BlueHalo ในปี 2022 (ซึ่งต่อมาถูกควบรวมโดย AeroVironment) แต่สัญญานั้นถูกยุติลงเนื่องจากรัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์จากการพึ่งพาผู้จำหน่ายรายเดียว (Single-vendor) ไปสู่การแข่งขันแบบเปิด (Open Competition) โดยเน้นไปที่ระบบที่พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ แทนที่จะเป็นการออกแบบเฉพาะเจาะจง (Customized Design) แบบเดิม

ข้อจำกัดของระบบเดิมและความต้องการใหม่

โครงการ SCAR ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านความจุของเครือข่าย SCN ซึ่งเป็นระบบสถานีภาคพื้นดินทั่วโลกที่ใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และสั่งการดาวเทียมของสหรัฐฯ ปัญหาหลักของเทอร์มินัลในเครือข่ายปัจจุบันคือ:

-        ใช้จานสายอากาศแบบขับเคลื่อนด้วยกลไกขนาดใหญ่ (Mechanically Steered Dishes) ซึ่งโดยปกติจะสื่อสารกับยานอวกาศได้เพียงลำเดียวต่อครั้ง

-        ข้อจำกัดด้านปริมาณการรับส่งข้อมูล (Throughput) เมื่อจำนวนดาวเทียมทางการทหารเพิ่มมากขึ้น ระบบเดิมจึงไม่สามารถรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้นได้

ภายใต้แนวทางใหม่ กองทัพอวกาศต้องการระบบ Phased-array ที่มีต้นกำเนิดมาจากภาคพาณิชย์ ซึ่งสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก (Scale) โดยการจัดซื้อผ่านช่องทาง Commercial Solutions Opening (CSO) จะเน้นไปที่ กำลังการผลิต (Manufacturing Capacity), ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply-chain Resilience) และการผลิตในรูปแบบราคาคงที่ (Fixed-price Production)

ผู้เล่นสำคัญในการแข่งขันรอบใหม่

การเปิดประมูลครั้งใหม่นี้คาดว่าจะดึงดูดทั้งผู้รับเหมาด้านป้องกันประเทศรายใหญ่และบริษัทสตาร์ทอัพหน้าใหม่:

  1. AeroVironment: ยืนยันความจำนงที่จะส่งเสาอากาศรุ่น BADGER ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นภายใต้ข้อตกลง SCAR เดิมเข้าแข่งขันอีกครั้ง
  2. Northwood Space: บริษัทสตาร์ทอัพจากแคลิฟอร์เนียที่เพิ่งระดมทุนได้ 100 ล้านดอลลาร์ และกำลังวางตัวเป็นซัพพลายเออร์หลักด้านโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นคือ:
  • Portal: สถานีภาคพื้นดินแบบ Phased-array โมดูลาร์ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเชื่อมต่อดาวเทียมหลายดวงพร้อมกันผ่านการควบคุมลำคลื่นด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหนึ่งการติดตั้งสามารถรองรับการเชื่อมต่อได้สูงสุดถึง 8 ดวงพร้อมกัน
  • Prism: ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการสื่อสารผ่านดาวเทียมและส่งข้อมูลในปริมาณสูง

ที่น่าสนใจคือ Northwood Space เพิ่งดึงตัว Patrick Little อดีตผู้อำนวยการโครงการของกองทัพอวกาศที่เคยดูแลเครือข่าย SCN มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของภาครัฐ โดย Little ระบุว่าสภาพแวดล้อมการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบันกำลังเปิดกว้างสำหรับซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้มาจากสายทหารแบบดั้งเดิม (Nontraditional Suppliers) และอุปสรรคต่าง ๆ กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Northwood Space ยังเคยคว้าสัญญามูลค่า 49.8 ล้านดอลลาร์จากกองทัพอวกาศผ่าน Joint Antenna Marketplace ในเดือนมกราคม เพื่อเพิ่มความจุให้กับเครือข่าย SCN ซึ่งเป็นโครงการแยกต่างหากที่อนุญาตให้กองทัพใช้ศักยภาพของเสาอากาศภาคพาณิชย์แทนการพึ่งพาสถานีของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

แปลและเรียบเรียง

ร.ต.สรวิศ  ครุฑพันธุ์

 

 

 

 


Sign in to leave a comment
กองทัพอวกาศสหรัฐฯ มุ่งดำเนินโครงการสาธิตการเติมเชื้อเพลิงในอวกาศและการซ่อมบำรุงดาวเทียมในวงโคจร ภายในปี พ.ศ. 2570